คลิกกลับหน้าสารบัญนานาสาระ
คลิกกลับหน้าแรก โฮมเพจ
นานาสาระ
นานาสาระ
หน้า  l  123456789 l  10  l  111213 I
102. ดีหรือไม่ยากที่จะบอก
นานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่ง พระราชาองค์นี้มีคนสนิทคนหนึ่งที่พระองค์สนิทมาก และมักจะพาไปไหนมาไหนด้วยเสมอ ในทุกๆที่
แล้ววันหนึ่ง พระราชาก็ถูกหมาตัวหนึ่งกัดนิ้ว แผลฉกรรนมาก พระราชาจึงถามคนสนิทว่า นี่เป็นรางไม่ดี ของพระองค์หรือเปล่า
คนสนิทกลับตอบว่า ?ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก?
และในที่สุด พระราชาก็ถูกตัดนิ้ว และพระราชาก็ถามคนสนิทอีกว่า นี่เป็นรางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า
คนสนิทกลับตอบว่า ?ดี หรือไม่ดียากที่จะบอก? พระราชาโกรธมาก เลยจับคนสนิทขังไว้ในคุก
วันหนึ่ง พระราชาก็ได้เสด็จออกป่าล่าสัตว์ พระองค์ทรงตื่นเต้นมาก แล้วก็มุ่งเข้าไปในป่า ลึกเข้าไปเรื่อยๆ เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็พบว่า พระองค์ได้หลงทางเสียแล้ว แต่ก่อนที่อะไรจะเลวร้ายไปกว่านั้น พระองค์ก็ได้พบกับชนเผ่าพื้นเมืองในป่าแห่งนั้น คนป่าพวกนั้น ต้องการจับพระราชาไปบูชายัน แต่พวกเขาก็พบว่าพระราชานิ้วขาด จึงรีบปลดปล่อยพระราชา เพราะเชื่อว่าพระราชาไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์เลยและไม่เหมาะที่จะนำไปบูชายัน
พระราชาจึงตัดสินใจกลับพระราชวังในที่สุดและสุดท้าย พระองค์ก็เข้าใจคำพูดของคนสนิทที่บอกว่า ?ดีหรือไม่ดี ยากที่จะบอก?
เพราะถ้าพระองค์มีนิ้วครบสมบูรณ์พระองค์ต้องถูกฆ่าโดยคนป่าพวกนั้นอย่างแน่นอน พระราชาจึงสั่งปล่อยตัวคนสนิท และขอโทษเขาแต่พระราชากลับประหลาดใจ เมื่อคนสนิทกลับไม่โกรธพระองค์เลยในทางตรงข้ามเขากลับบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลยที่ท่านขังข้าไว้ ทำไมงั้นหรือเพราะว่าถ้าพระองค์ไม่ขังข้าไว้ ข้าก็จะต้องตามท่านไปในป่า และในเมื่อท่านไม่เหมาะจะถูกบูชายัญข้าคงจะถูกนำไปบูชายัแทนเป็นแน่


103. เขาบริหารเวลากันอย่างไร
ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งได้มีโอกาสไปพูดให้กลุ่มนักเรียนบริหารธุรกิจฟัง วิธีดีที่สุดก็คือการใช้ตัวอย่างซึ่งผมเชื่อว่าพวกนักเรียนจะไม่ลืมเลย หลังจากที่คุณได้รับรู้คุณก็จะไม่ลืมเช่นกัน   
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญยืนต่อหน้านักเรียนกลุ่มใหญ่ เขาพลันพูดว่า
"เอาละได้เวลาเกี่ยวกับการทดสอบ (quiz)" เขานำเอาภาชนะใสรูปร่างแบบอ่างที่แบบปิดฝาได้ขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วเขาก็เอาหินขนาดใหญ่ค่อย ๆ ใส่ลงไปในภาชนะทีละก้อน เมื่อหินเต็มภาชนะ และไม่สามารถที่จะเติมหินได้อีกต่อไป เขาก็ถามนักเรียนว่า "มันเต็มหรือยัง"
นักเรียนทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "เต็มแล้วค่ะ/ครับ"
เขาก็ถามกลับว่า "จริงหรือครับ" แล้วเขาก็นำเอาก้อนกรวดออกมา แล้วค่อย ๆ ใส่ลงไปในภาชนะพร้อมๆกับเขย่าภาชนะ ทำให้ก้อนกรวดเคลื่อนตัวตกลงไปในช่องว่างของหินก้อนโต เขายิ้มพร้อมกับถามกลุ่มนักเรียนอีกครั้งหนึ่งว่า "เต็มหรือยังครับ"
นักเรียนทุกคนเงียบ แต่นักเรียนคนหนึ่งพูดว่า "สงสัยว่ายังไม่เต็มครับ"
เขาตอบว่า "ใช่ครับ" พร้อมกันนั้นเขาก็เขามือไปหยิบถุงทรายขึ้นมาจากใต้โต๊ะ แล้วก็เททรายใส่ลงไปในภาชนะ เขาเขย่าให้ทรายวิ่งลงไปในช่องว่างระหว่างหินก้อนใหญ่และระหว่างก้อนกรวด เขาถามนักเรียนอีกครั้งว่า "มันเต็มหรือยัง"
ครั้งนี้ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "ยังไม่เต็มค่ะ/ครับ"
เขากล่าว "เยี่ยม ใช่ครับ มันยังไม่เต็ม" แล้วเขาก็หยิบเขาโถน้ำขึ้นมาแล้วก็เทใส่ลงไปในภาชนะจนมันเต็มจนเอ่อ เขามองไปที่นักเรียนทุกคนและถามว่าเขาแสดงอะไรให้พวกนักเรียนดู
นักเรียนหนึ่งยกมือขึ้นพร้อมกับพูดว่า "ถึงแม้ว่าตารางการทำงานของคุณจะเต็มแน่นแค่ไหน ถ้าคุณพยายามอย่างหนัก คุณจะสามารถทำงานบางอย่างได้มากขึ้น"
ผู้เชี่ยวชาญส่ายหน้าพร้อมกับสอนว่า "นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมกำลังสอน ที่ผมสอนพวกเราก็คือ ถ้าคุณไม่ใส่หินก้อนใหญ่ลงไปก่อน คุณจะไม่มีวันใส่มันลงไปได้เอาซะเลย" "คุณจะเปรียบเทียบหินก้อนใหญ่ได้กับอะไรในชีวิตของคุณ"
- เวลาสำหรับครอบครัวและคนที่คุณรัก
- ความซื่อสัตย์ จริงใจ การศึกษา หรือ เรื่องเงินๆ ทองๆ
- เงื่อนไขต่าง ๆ และการตัดสินใจ
- สอนหรือแนะนำผู้อื่น
- งานที่คุณอยากทำให้สำเร็จลุล่วง
มันอาจจะเป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องจำไว้ว่า ทำหินก้อนใหญ่ๆก่อน ไม่อย่างนั้นคุณก็จะไม่ได้ทำมันเอาซะเลย
ตอนนี้คุณอาจหาเวลาว่างๆ ลองคิดดูซิครับว่าอะไรคือ"หินก้อนใหญ่ในชีวิตของคุณ" ?


104.จงทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
มีชาย 2 คน ทั้งคู่เป็นคนไข้ในโรงพยาบาลเดียวกัน    อยู่ในห้องพักคนไข้รวม    2 เตียงในห้องเดียวกัน ทั้งคู่ต่างมีอาการเจ็บป่วยที่สาหัสพอๆกัน    คนหนึ่งเป็นโรคปอดบวมขั้นสุดท้าย    หมอแนะนำให้เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียงวันละ    1 ชั่วโมงในช่วงบ่ายทุกวัน    เพื่อช่วยให้การละลายเสมหะจากปอดไหลลื่นได้ดีขึ้น    เตียงคนไข้ปอดบวมตั้งอยู่ริมหน้าต่าง    ส่วนเตียงของเพื่อนร่วมห้องตั้งอยู่อีกฟากของห้อง    คนไข้ต้องนอนราบบนเตียง    ไม่สามารถลุกขึ้นนั่งได้ ทั้งสองคนฆ่าเวลาไปวันๆ    ด้วยการพูดคุยกันในเรื่องต่างๆ    ตั้งแต่เช้าจนถึงเวลานอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบ้าน ครอบครัว    การงานที่เคยทำก่อนล้มเจ็บ    ชีวิตในระหว่างที่เป็นทหารในกองทัพบก ฯลฯ       ทุกๆ วันในช่วงบ่าย คนไข้โรคปอดจะลุกขึ้นนั่ง    และมองไปนอกหน้าต่าง    เพื่อระบายเสมหะตามคำแนะนำของแพทย์     เขาก็จะถือโอกาสบรรยายสิ่งที่มองเห็นข้างนอกหน้าต่างให้แก่เพื่อนร่วมห้องฟัง    การได้รับฟังเรื่องราวจากภายนอกนี้     ได้กลายเป็นความสุขอย่างเดียวที่คนนอนเจ็บอีกฟากห้องจะมีโอกาสได้รับในแต่ละวัน    เวลาหนึ่งชั่วโมงช่วงบ่าย    จึงกลายเป็นเวลาแห่งการรอคอยของคนไข้ที่นอนเจ็บอยู่       เขาจะได้รับฟังข่าวสาร    การเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกที่เขาไม่มีโอกาสได้เห็นหรือได้สัมผัสโดยตรง    คนไข้โรคปอดที่อยู่ริมหน้าต่าง เล่าให้เพื่อนว่า       สิ่งที่เขาเห็นนอกหน้าต่างเป็นสวนสาธารณะสวยงาม    มีทะเลสาบกว้างขวางใหญ่โต    มีเป็ดสีขาวระเริงเล่นในน้ำ มีสวนดอกไม้บานสะพรั่ง    ปลูกเป็นหย่อมๆ    ดูสวยงามทั่วไป    ในทะเลสาบมีเรือพายล่องลอยไปมาดูผู้คนในเรือช่างมีความสุขยิ่งนัก    หญิงสาวชายหนุ่มเดินคลอเคลียกันไปมาหลายคู่    ช่างดูมีความสุขสดชื่นกันเหลือเกิน    ริมทะเลสาบมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไป    ทำให้ทั่วทั้งบริเวณร่มรื่น    และถ้ามองออกไปไกลๆ จะแลเห็นตึกรามบ้านช่องสวยงามอยู่ไกลออกไป    ทุกอย่างล้วนดูสวยงามเป็นยิ่งนัก       ในขณะบรรยายความงดงามของธรรมชาติจากภายนอกอยู่นั้น    คนเจ็บอีกฟากก็หลับตานึกสร้างมโนภาพตามเรื่องที่ได้รับฟัง    ทำให้เขามีความสุขสดชื่นยิ่งนัก    เสมือนหนึ่งตนได้เข้าไปอยู่ในสวนสาธารณะด้วยตนเองทีเดียว    ในช่วงบ่ายวันหนึ่ง    คนไข้ริมหน้าต่างได้บอกเพื่อนร่วมห้องอีกฟากว่า    กำลังมีขบวนแห่สวยงามเดินผ่านไป    แม้ว่าคนนอนเจ็บจะไม่ได้ยินเสียงดนตรี    แต่เพราะเพื่อนได้บรรยายความสวยงามของขบวนแห่อย่างละเอียดลออ    จนเขาสามารถเห็นภาพในใจได้อย่างชัดเจนราวกับเห็นด้วยตาตนเองทีเดียว       เหตุการณ์ในทำนองนี้ได้เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่า    เช้าวันหนึ่ง เมื่อนางพยาบาลเดินมาที่เตียงคนไข้ริมหน้าต่าง    เพื่อเช็ดตัวให้ตามปกติ ปรากฏว่าคนไข้สิ้นลมเสียแล้ว    เธอรู้สึกเสียใจ    เพราะคนไข้ผู้นี้มีนิสัยที่ดี    ไม่เคยทำตัวเป็นภาระแก่เธอโดยไม่จำเป็น    เมื่อบุรุษพยาบาลนำร่างอันไร้วิญญาณออกไปแล้ว    เตียงริมหน้าต่างก็ว่างลง    คนไข้ที่นอนเจ็บอีกฟากจึงขออนุญาตนางพยาบาล    ขอย้ายเตียงไปอยู่ริมหน้าต่าง    เพื่อจะได้เห็นทิวทัศน์ภายนอก    นางพยาบาลก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร    เธอย้ายเตียงคนไข้ไปอยู่ริมหน้าต่างแทนเตียงเก่า    หลังจากแน่ใจว่าคนไข้ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว    เธอก็หันไปทำกิจอย่างอื่นในห้อง    คนไข้ที่ย้ายมาริมหน้าต่างรู้สึกดีใจมาก    เขาพยายามยันตัวในท่านั่ง    เพื่อจะได้เห็นทิวทัศน์จากภายนอกหน้าต่าง    ในใจคิดว่าต่อไปนี้เราจะได้เห็นทุกอย่างด้วยตัวเองซะที    เมื่อได้มีโอกาสมองไปนอกหน้าต่าง    เขากลับเห็นแต่ฝาหนังทึบกั้นอยู่        ไม่ปรากฏมีทิวทัศน์สวยงามอย่างที่เคยได้ยินจากเพื่อนของเขาที่เสียชีวิตไปแล้ว    คนไข้จึงหันมาถามนางพยาบาลว่า เพื่อนเขาที่เพิ่งเสียชีวิตไป    ได้บรรยายความสวยงามทั้งหลายตลอดระยะเวลาอันยาวนานได้อย่างไร    นางพยาบาลกล่าวแก่เขาว่า    ความจริงแล้วเพื่อนของคุณที่เสียชีวิตไปแล้วนั้น    เป็นคนตาบอด    เขาไม่มีทางเห็นแม้กระทั่งกำแพงที่กั้นอยู่ด้วยซ้ำไป    พยาบาลกล่าวยิ้มๆว่า "บางที เขาคงพยายามให้กำลังใจคุณมากกว่า"       บทสรุป การทำให้ผู้อื่นมีความสุข    เป็นความสุขอย่างยิ่งสำหรับผู้ให้    ตัวเราจะเป็นอะไรไม่สำคัญ    การร่วมทุกข์อาจทำให้ความทุกข์แบ่งเป็นสองส่วนได้    แต่การร่วมสุข ผลได้กลับเป็นสองเท่าเสมอ    ถ้าอยากรู้สึกว่าตนเองรวย    ก็ให้สำรวจสิ่งทั้งหลายที่คุณมีซึ่งไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน    สิ่งที่คุณมีและเงินซื้อไม่ได้ก็คือ       "การที่คุณมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะนี้ไง"    ฉะนั้นจงทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะปัจจุบันคือ "ของขวัญ"    ที่คุณทุกคนล้วนได้มาโดยธรรมชาติ    และเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้"    "Today is a gift, that's why it is called the present."


105. เรื่องจริง ที่ตึก Grammy
วันนี้ มีเรื่องน่ากลัวเกิดขึ้นในชีวิตผม ตามปกติผมเป็นคนประสาทแข็ง ตลอดชีวิตยี่สิบกว่าปี ยังไม่เคยแม้สักครั้ง ที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ชวนขนหัวลุกเลย จนกระทั่งวันนี้ เหตุการณ์ที่ทำให้ผมถึงกับนอนไม่หลับ ต้องมานั่งระบายออกให้พวกคุณได้รับรู้เอาไว้ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง มันเกิดขึ้นที่ตึก GMM Grammy อันเป็นที่ตั้งของค่ายเพลง ที่ทุกคนคงรู้จักกันดี
ผมทำงานอยู่ที่ตึกนี้ได้ประมาณหกเดือนแล้ว ก็นับตั้งแต่บริษัทเริ่มย้ายจากตึก CMIC มาที่นี่นั่นแหละ ผมไม่รู้ว่าระหว่างตกแต่งตึกนี้ มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า และถึงตอนนี้ก็ไม่อยากรู้ด้วย ที่อยากให้คุณรู้คือ งานที่ผมทำ ทำให้จำเป็นต้องเข้าบริษัทไม่เป็นเวลา บางทีก็ต้องมาแต่เช้า
กลับอีกเช้าหนึ่ง บางทีก็ต้องมากลางดึก กลับอีกทีก็ตีสองของอีกวัน แล้วแต่งานไป
วันนี้ผมไม่มีงาน ประกอบกับทำงานไม่ได้หยุดมาตลอด ตั้งแต่สงกรานต์ ก็เลยตั้งใจจะไม่เข้าบริษัท แต่ปรากฏว่า คนที่บริษัทมีปัญหากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ในบริษัทก็ดันมีผมคนเดียวที่รู้เรื่องรายละเอียด เขาก็เลยโทรมาตามให้ผมเข้าไปช่วยดูให้หน่อย ผมอิดๆออดๆ แล้วก็รับปากไปว่าจะเข้าไป แต่คงเป็นตอนดึกๆ ผมดูบอลบราซิลตัดเชือกกับตุรกี ที่ออฟฟิศของเพื่อน เลิกก็ประมาณสองทุ่มกว่าๆ แต่ในใจมันยังรู้สึกว่ายังหัววันอยู่เลย ก็เลยไปหาหนังดู ไปถึงสยาม ไม่ค่อยมีหนังน่าสนใจ นอกจากเรื่อง Dragonfly ที่ผม อยากรู้มาตั้งแต่เห็นโปสเตอร์ครั้งแรกแล้วว่า มันหมายถึงอะไรกันแน่ ก็เลยเข้าไปดู บรรยากาศในโรงก็วังเวงมาก ทั้งโรงมีคนนั่งดูอยู่หกคน หนังก็เลยยิ่งดูน่ากลัวขึ้นไปอีก
ออกจากโรงมาก็ยังรู้สึกหนาวๆไม่หาย ผมแวะหาอะไรใส่ท้องแถวสีลม ก่อนเรียกแท็กซี่เข้าบริษัท
เวลานั้นเป็นเวลาประมาณตีหนึ่ง ฝนตกปรอยๆ
รถแท็กซี่วิ่งสวนทางอโศกไม่ได้ ผมจึงต้องลงเดินนิดหน่อย ถ้าเป็นเวลาหัวค่ำ กับคนรู้ใจก็คงโอเค แต่ในเวลาเช่นนี้ ถนนที่ว่างเปล่า กับแสงไฟสลัวๆ เพียงคนเดียว มันวังเวงอย่างบอกไม่ถูกทีเดียว
ภาพจากตัวอย่างหนังเรื่อง Three ที่เพิ่งได้ผ่านตามาเมื่อครู่ใหญ่ๆ กลับมาอยู่ในความคำนึงอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ผมเดินผ่านล็อบบี้ ยามเงยหน้าขึ้นมามอง แล้วก็ก้มลงไปอย่างเดิม ผมก็ไม่ได้เสียเวลาสนใจเขา เดินตรงเข้าไปที่ลิฟต์ เวลาตีหนึ่งอย่างนี้ กดลิฟต์ ลิฟต์ก็มา ถ้าต้องรอก็คงเป็นเรื่องแปลก ผมเดินเข้าไปในลิฟต์อย่างปกติ อธิบายนิดนึงว่า ลิฟต์ที่นี่ จะเป็นสเตนเลสขัดมันด้านในสามด้าน ส่วนด้านประตูนั้นจะด้าน มองสะท้อนไม่ได้ ยกเว้นตรงปุ่มกดเลขชั้นที่จะขัดมันเช่นกัน ผมก้มลงกดเลขชั้น 26 แล้วก็ขนลุกวาบ ผมเห็นใครบางคนกำลังจ้องมองผมจากด้านหลังผ่าน เงาสะท้อนตรงปุ่มกดนั้น ผมยังไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองเห็นเมื่อสักครู่นี้นัก ผมแน่ใจว่า ผมเข้ามาในลิฟต์คนเดียว และในลิฟต์ก็ไม่มีใครอยู่เลยด้วย แล้วใครกันจะมาอยู่ข้างหลังผมได้...
ผมไม่กล้าหันหลังกลับไป ในใจยังคงเต็มไปด้วยความสับสน อยู่มายี่สิบกว่าปี ไม่เคยเจอ ทำไมถึงจะมาโดนดีเอาวันนี้ หลังจากรวบรวมความกล้าแล้ว ผมค่อยๆก้มลงไปมองตรงปุ่มกดอีกที แผ่นโลหะขัดมันข้างปุ่มนั้น มีความกว้างเพียงสองสามนิ้ว แต่มันสะท้อนให้เห็นภาพที่อยู่เบื้องหลังผมได้อย่างชัดเจน
เด็กน้อยคนหนึ่ง อยู่ตรงนั้นจริงๆ... เด็กคนนั้น หน้าอวบอิ่ม ตาชั้นเดียว ไว้ผมม้า ดูอายุแล้วไม่น่าจะเกิน สิบขวบเท่านั้นเอง เด็กคนนั้นยิ้มอย่างมีเลศนัย ตาจ้องมาทางผม ไม่กระพริบ แต่สิ่งที่น่าตกใจยังไม่ใช่แค่นั้น ผมกวาดสายตาผ่านเงาสะท้อนลงด้านล่างอย่างเชื่องช้า เด็กคนนี้มีแต่หัวกับช่วงตัวท่อนบน... ไม่มีแขน ไม่มีขา ....
วินาทีนั้นผมแทบอยากจะวิ่งออกไปลิฟต์เสียเดี๋ยวนั้น แต่ก็ทำไม่ได้ เวลาในการเดินทางขึ้น ดูเหมือนว่าจะกินเวลานานกว่าปกติ แม้ว่ามันจะไม่ได้แวะจอดชั้นใดเลยก็ตาม ผมหลับตาปี๋ ในใจพยายามนึกถึงบทสวดมนต์ แต่ไม่มีอะไรออกมา เพราะความที่ไม่เคยสวดมาเกือบสิบปีเข้าไปแล้ว ก็ได้แต่นึกภาวนาในใจว่า ไปสู่ที่ชอบๆเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ผมยืนขาแข็งหลับตาอยู่อย่างนั้น จนลิฟต์เปิดออก อย่างน้อยก็มียามที่ชั้นอยู่เป็นเพื่อน ผมรวบรวมความกล้าอีกครั้ง หันหลังกลับไปดูในลิฟต์อีกที
เด็กคนนั้นยังอยู่.... เด็กตาชั้นเดียว ไม่มีแขน ไม่มีขา ครั้งนี้ผมเห็นรายละเอียดมากกว่าเดิม ใต้ส่วนที่น่าจะเป็นหน้าอกของเด็กคนนั้น ยังมีตัวอักษรบางอย่างติดอยู่ด้วย ผมพยายามแปลความหมายของตัวอักษร ที่ปรากฏขึ้นนั้น
พลับ.
ก.ค. 45
ก.ค. 45
คงจะเป็น ...เวลาวางแผง ผมคิดในใจ...เด็กตัวแค่นี้ ออกเทปแล้วเหรอ....
ปล.
ใครรู้จักคนในค่ายนี้ ฝากบอกด้วยว่า เอาไปติดผนังข้างๆไม่ได้รึไง โปสเตอร์น่ะ ตอนกลางคืน มันน่ากลัวนะ .. ลัล-ลา :P


106. หาความสุขได้ที่ไหน
ในตอนกลางดึก มีหญิงชราคนหนึ่งกำลังคลำหาอะไรอยู่สักอย่างรอบๆเสาไฟฟ้าข้างถนน
สักครู่หนึ่งมีหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา เห็นหญิงชราผู้นั้นกำลังคลำหาอะไรอยู่ เลยถามขึ้นว่า "ยาย..ยาย ยายกำลังหาอะไรอยู่?"
หญิงชราผู้นั้นตอบว่า "ยายกำลังหาเข็มเย็บผ้าอยู่ ยายทำตกหายไป ช่วยยายหาหน่อยซิ"
พวกหนุ่มสาวกลุ่มนั้นจึงช่วยกันหาทั่วไปหมด แต่ก็หาไม่เจอ ในที่สุดพวกเขาก็สงสัยจึงถามยาย
"ยาย..ยาย..ยายทำเข็มเย็บผ้าหล่นหายไปที่ไหน"
ยายตอบว่า "ยายกำลังเย็บผ้าอยู่ในห้องยาย แล้วก็ทำเข็มเย็บผ้าหล่นหายไป แต่ห้องยายมันมืด ยายมองไม่ค่อยเห็น ยายก็เลยออกมาที่ถนนเพราะมีแสงสว่างจากไฟฟ้า"
...พอพวกหนุ่มสาวกลุ่มนั้นได้ยินเช่นนั้นก็เลยหัวเราะ แล้วเดินหนีไป
เมื่อเราทำของหาย เราก็ต้องไปหาในที่ๆเราทำหาย มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะไปหาที่อื่น
เช่นเดียวกัน เมื่อเราแสวงหาความสุข เราก็ต้องหาในจุดที่เราได้สูญเสียความสุขไป มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะหาความสุขที่ไนต์คลับ หรือสถานเริงรมย์ต่างๆ หรือไปหาที่ประเทศนั้นประเทศนี้ หรือไปหาที่คนอื่น
ความสุขของเราได้สูญหายไปจากตรงไหน? คำตอบก็คือ เราได้ทำหายไปจากใจของเรา ได้สูญเสียความสุขจากตัวเรา จากใจเรา ดังนั้น เราก็ต้องแสวงหาความสุขที่จุดนั้น คือ ในตัวเรา
(จาก "แนวทางสู่ความสุข" โดย ดร.อาจ-อง ชุมสาย ณ อยุธยา)


107. สามีของฉัน
ฉันแต่งงานมาแล้ว 5 ปี โดยที่ก่อนแต่งงานนั้นก็ได้เป็นแฟนกันมา 11 ปี?.  นับว่าเป็นเวลานานมาก 16 ปี ที่รู้จักผู้ชายคนนี้?.สามีของฉัน
เรารู้จักกันในชมรมดนตรีไทยที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขาพยายามจะเข้ามาสมัครเรียนขิม? แต่มาสมัครได้ 3 ครั้ง ห้องก็ปิดทั้ง 3
ครั้ง
มีอยู่วันหนึ่ง เขาเดินผ่านห้องชมรม ได้ยินเสียงฉันตีระนาด ?  เขาก็เดินเข้ามา แว่บแรกที่เห็นเขา ฉันรู้สึกเหมือนว่าเคยรู้จักเขาที่ไหนน๊า? คิดไม่ออก
สำหรับเขาก็บอกฉันว่าครั้งแรกที่เจอกัน เขารู้สึกรำคาญฉัน คิดแต่ว่า  ?เจอ ยัยคนนี้อีกแล้ว? แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน
เวลาผ่านไป จากเพื่อนร่วมชมรม ก็ได้เป็นแฟนกัน ฉันไม่ได้รักเขาเต็มหัวใจ เพราะเคยอกหักแบบร้ายแรงมาก่อน ทำให้ขยาดกับรักแบบไม่ลืมหูลืมตา ฉันเคยสัญญากับตัวเองว่า จะไม่เสียใจกับความรักอย่างนั้นอีกแล้ว รักของฉันครั้งใหม่ ต้องเป็นการรักด้วยสมอง ไม่ใช่หัวใจ ผู้ชายรักแบบนี้ได้ ทำไมฉันจะทำไม่ได้
สามีของฉันเป็นผู้ชายเคร่งขรึม ผิดกับฉันที่เป็นคนเฮฮา เขาเป็นคนที่คิด คิด แล้วคิด อีกที ก่อนจะลงมือทำอะไรก็ตาม ดังนั้น สิ่งที่เขาทำจะได้ผลที่ดีเสมอ
ฉันเป็นคนสะเพร่า ชอบทำของใช้แตกเสียหายประจำ เขาก็จะบ่นเล็กน้อย แต่ก็ก้มหน้าก้มตาซ่อม จนใช้งานได้ใหม่ เรียกได้ว่าไม่เคยต้องจ้าง ช่างซ่อมไฟฟ้า ประปา เลย  สิ่งที่ติดใจฉันตลอดเวลาก็คือ ?เขาแต่งงานกับฉันทำไมนะ?
ตอนที่จะตัดสินใจแต่งงานกัน ฉันโดนรบเร้าจากญาติพี่น้อง ถามกันทุกครั้งที่เจอหน้า ?เมื่อไหร่จะแต่งงานสักทีเรา? เคยโดนแบบนี้ไหม ถามแล้ว ถามอีก จากแค่คำถามเดิมๆ ซ้ำๆ ซากๆ กลับกลายเป็นแรงกดดัน
พ่อแม่ เริ่มถามอีก  ?เมื่อไหร่จะแต่งงาน เป็นแฟนกันมาตั้ง 10 กว่าปี?
เอ เอาละซิ เขามีการจำกัดกันด้วยเหรอ ว่าห้ามเป็นแฟนกันเกิน 10 ปี
?อายุ 28 แล้วนะ น่าจะแต่งได้แล้ว?  คำถามนี้ฉันก็แปลกใจว่า อะไรเป็นตัวกำหนดให้ผู้หญิงต้องรีบแต่งงานก่อนอายุ 30 คงจะเป็นประเพณีนิยมมั้ง เอาเถอะ อย่างน้อยคำถามเหล่านี้ ไม่ได้กล้ำกลายเขาแม้แต่น้อย
จนฉันทนไม่ไหว ถามเขาว่า ?เราจะแต่งงานกันไหม?
?เอาซิ? เป็นคำตอบของเขา  หลังจากนั้น 8 เดือน เราก็แต่งงานกัน ไม่เหมือนในหนังที่เคยดูๆ มาเลย พระเอกต้องหาวิธีขอนางเอกแต่งงาน  แต่สำหรับฉัน เหมือนกับปรึกษากันเรื่องงาน เฮ้อ ฉันเก็บความคิดว่า ?เขาแต่งงานกับฉันทำไมนะ? ไว้กับตัวเอง
เขาไม่เคยพูดคำหวานๆ หรือแสดงอะไรให้ฉันประทับใจเลย ฉันได้แต่คิดว่า เขาคงแต่งกับฉัน  เพราะเราเป็นแฟนกันมานาน  เพราะเขาเกรงใจพ่อแม่ฉัน  เพราะเขาหาคนอื่นไม่ได้แล้ว (หรือขี้เกียจหา แบบ  เอาก็เอาวะ)  เพราะเขาคิดว่าฉันเหมาะสม ทั้งทางด้านการศึกษา  และครอบครัว  เพราะ ?. เพราะ?. เพราะ ?. สารพัด
แต่ในสมองฉันไม่มีเหตุผลที่ว่า เพราะเขารักฉัน ทำไมเหรอ ฉันคิดว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าเขารักเรา  แต่ถ้าเขาไม่พูดออกมาก็ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง (จริงไหม) ฉันได้แต่เก็บความสงสัยนี้ไว้มาตลอด 5 ปี
เมื่อคืนก่อน ระหว่างดูทีวี ฉันถามเขาว่า?  " ถ้าจะต้องให้เลือกว่าใครจะตายก่อน คุณจะเลือกเอาใคร??
สามีฉันนิ่งเงียบสักพัก คิ้วขมวดเล็กน้อย ถามฉันว่า ?แล้วคุณคิดยังไง?
ฉันตอบว่า ?ขอฉันตายก่อนแล้วกัน ฉันทนเห็นเขาเอาคุณลงโลงไม่ได้หรอก?  ?ฉันคงอยู่คนเดียวไม่ได้? นี่คือคำตอบของฉัน
เขานั่งสักพัก แล้วก็พูดว่า ?ผมก็คิดเหมือนกัน?  ?ผมว่าคุณตายก่อนแหละดีแล้ว?
อ้าว!!! น้ำตาฉันเริ่มปริ่มๆ ด้วยความน้อยใจ  นี่เขาไม่รักเราจริงๆ นั่นแหละ หูเริ่มอื้อ แล้วฉันก็ได้ยินเขาพูดว่า
?ผมรู้ว่าผมจะไปตามหาคุณได้ที่ไหน?  ?คุณน่ะ ชอบหลงทางทุกที ถ้าคุณไปแล้ว ผมต้องหาทางตามคุณจนได้แหละน่า?  ?แล้วเราก็จะได้อยู่ด้วยกันอีกไง?  เขาพูดจบด้วยรอยยิ้ม และสายตาที่เขามองฉันนั้นอบอุ่นเหลือเกิน
น้ำตาฉันไหล ?.
?อ้าว ร้องไห้ทำไม ไม่อยากตายก่อนเหรอ?
ฉันไม่ตอบ?
แต่ฉันได้คำตอบที่ติดใจฉันมานานแล้วว่า  ?เขาแต่งงานกับฉันทำไม?
คืนนั้น ฉันร้องไห้เงียบๆ สามีฉันก็เงียบไม่ถามอะไรอีก ได้แต่ลูบหัวฉันไปมา
หัวใจฉันเต็มตื้น ไม่ต้องมีคำหวานๆ มีแต่ความเข้าใจและความผูกพันของคนสองคน นี่ไง ?สามีของฉัน?


108. น่ารักชะมัด
สองสามวันก่อน แม่ป่วย... ผู้หญิงใจแข็งคนนั้น ยืนกรานว่าจะไม่ไปโรงพยาบาลโดยเด็ดขาด เธอกินยาจีน พักผ่อนอยู่บ้าน
เสียงบ่นของแม่...หายไป กลับมีเสียงของใครอีกคนขึ้นมาแทน...เสียงของพ่อ พ่อที่ปกติแล้วลูกๆทุกคนลงมติว่า...ดุ และ เงียบขรึม
วันนี้พ่อกลายเป็นผู้ชายขี้บ่นไปซะแล้ว... พ่อบ่นทั้งวันและทุกวัน เรื่องที่บ่นก็มีอยู่เรื่องเดียว...บ่นแม่ พ่อบ่นว่า  แม่ไม่ยอมไปหาหมอ
แต่...คนขี้บ่นนี่แหละ ที่ไปปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยา ซื้อหายาอมแก้เจ็บคอ ยาแก้ไข้ที่แม่ใช้ประจำมาวางไว้ให้ข้างเตียง
พ่อ...ที่ปกติชอบออกไปหากับข้าวแปลกๆ ข้างนอกกินเป็นกิจวัตร บ่นว่าเบื่อกินข้าวที่บ้าน
แต่...พ่อก็สั่งเราไปซื้อกับข้าวที่ร้านโปรดของแม่มากินที่บ้าน เพียงเพราะไม่อยากให้แม่อยู่บ้านคนเดียว  แม่แตะกับข้าวได้คำเดียว...เอาใจพ่อ ทั้งๆที่เราก็ว่ากับข้าวอร่อยดี แต่...พ่อกลับว่า วันนี้เชฟฝีมือตก ทำไม่อร่อย...เลยไม่ถูกปากแม่ แล้ววันนี้...แม่อาการดีขึ้น
ลุกขึ้นมาเดินเหินได้นิดหน่อย บ่น...อยากกินแครกเกอร์กับโกโก้ร้อน  แต่...ของแห้งที่บ้านหมด รวมทั้งแครกเกอร์ยี่ห้อโปรดด้วย
พ่อ...ผู้ชายที่แสดงออกตลอดเวลา ว่าเกลียดการเดินซูเปอร์มาเก็ต บอกลูกๆว่าน้ำส้มของพ่อหมด ไปซื้อกันเถอะ พวกเราอมยิ้ม ผู้ชายปากแข็ง...จะบอกว่าไปซื้อของให้แม่ก็ไม่ได้ ต้องอ้างยังโน้นยังงี้ แต่...แค่ย่างเท้าเข้าห้างสรรพสินค้า คนจะซื้อน้ำส้มเดินหา...แครกเกอร์
พ่อ...มีโรคประจำตัว...โรคหัวใจ พ่อต้องเดินช้าๆ เพราะไม่อยากให้หัวใจทำงานหนักเกินไป แต่ในซุปเปอร์มาเก็ตวันนี้ พ่อเดิน...เข้าช่องโน้น ออกช่องนี้ เพราะแม่กินได้แต่ข้าวต้ม ข้าวต้มซองชนิดมีกับพร้อมปรุงถูกพ่อกวาดมาทุกชนิด เครื่องข้าวต้ม...ทั้งผักดอง
ผักกระป๋อง พ่อหยิบทุกขวดทุกกระป๋องมาอ่าน...หายี่ห้อที่แม่ชอบ ความจริงจะสั่งเราไปหาซื้อน่าจะง่ายกว่านะ
แต่พ่อก็เลือกที่จะทำเอง เพราะพ่อเลือกของเหล่านั้น...ด้วยความรัก เราทำได้แค่เข็นรถตาม... แต่แค่นี้ก็ยากแล้วนะ เพราะเข็นตามไม่ทันสักที ถ้าเทียบกับใจที่ไปถึงชั้นวางขวดผักดองเรียบร้อยแล้วของผู้ชายตรงหน้า หลังที่เริ่มคุ้มงอตามวัยของพ่อ นำอยู่ข้างหน้าหน้าลิ่วๆ ตาของพ่อ...ที่มีไว้มองผู้หญิงคนเดียวในชีวิต มองหาแต่สรรพสิ่งที่เหมาะกับแม่
ณ วินาทีนั้น เราอิจฉา...อิจฉาผู้หญิงที่นอนป่วยอยู่ที่บ้าน อิจฉาแม่ตัวเอง เพราะพ่อที่ลูกๆคุ้นเคย คือผู้ชายที่ไม่เคยแคร์ใคร... กับลูกๆ...เรารู้...พ่อรัก เพราะพ่อแสดงออกกับเราเสมอ หากกับแม่...พวกเราเพิ่งรู้...พ่อห่วงแม่มากมาย คงเพราะปกติเราเห็นแต่แม่ที่คอยดูแลพ่อ โรคประจำตัวพ่อเยอะแยะนี่นา
แม่...ซึ่งเป็นผู้หญิงที่แข็งแรง อึด...ในสายตาพวกเรา ยามเมื่อได้รับการดูแลจากพ่อ ดูเหมือนจะซึ้งไม่ต่างจากคนซึ่งร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดยี่สิบห้าปี ดูแลกันและกันยามป่วยไข้ คงไม่มีอะไรน่าชื่นใจไปกว่านี้แล้วมั้ง
เราหันมามองรอบตัว สักวันข้างหน้า...ยามเมื่อชีวิตได้ผ่านวันเวลา ทั้งความสุข ความทุกข์ ความโศก
จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ยืนข้างๆเราดูแล...ยามที่เราป่วยไข้
จะมีใครสักคนมั้ย...ที่จำได้ กับแค่ แครกเกอร์ยี่ห้อโปรดของเรา
จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ยอมเดินฝ่าฝูงคนพลุกพล่านที่ตัวเองแสนเกลียด เพียงเพื่อเครื่องกระป๋อง... ที่อยากจะเลือกสรรแต่สิ่งดีๆเพื่อคนอันเป็นที่รัก
จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ส่งยาอมแก้เจ็บคอให้เราพร้อมกับบอกว่า 'คราวก่อนเจ็บคอ กินแล้วหาย นี่ยังเหลือ เอาไปกินสิ'    ทั้งๆที่ยาอมหลอดนั้น มันยังไม่ได้แกะ!!!  ผู้ชายอาไร้...น่ารักชะมัดเนอะ จะมีซักคนมั้ยน้อ...อยากจะรู้จริง


109. ทะเบียนรถก็มีความหมาย
รถของคนช่างท้องเสีย = ตด 8888
รถป่อเต็กตึ๊ง = ศพ 4444
รถนายทหาร = พล 9999
รถคนสวย = อร 3624(36)
รถของคนตัวเล็ก = มด 0001
รถเครน = ยก 6666
รถบดถนน = บด 0000
รถพระ = สง 9999
รถคนจน = อด 0110
รถคนขี้โกง = คด 6886
รถคนขี้โม้ = ปด 5555
รถบรรทุก = ขน 2828
รถของคนอยู่ไม่สุข = ลน 9696
รถของคนเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ = หด 0100
รถเดวิด คอปเปอร์ฟิล = กล 0555
รถของคนเชื่อโชคลาง = บน 0999
รถของคนจบนิติ (รุ่น 37) = นบ 0037
รถแม่ไก่ = กก 0000
รถนักมวย = ชก 6810
รถสกปรก = รก 7985
รถคนขี้เหนียว = งก 6666
รถคันเล็กๆ = พก 1111
รถดาวโป๊ = อก 0036
รถกำลังหลงทาง = วก 8888
รถตกน้ำ = จม 0000
รถขนฮอลล์ = อม 0000
รถบรรทุกมีด = คม 1111
รถใช้ในราชการนรก = ยม 4444


110. จริงเหรอ
เหตุการณ์รอบตัวบ่อยครั้งทำให้นึกน้อยใจในโชคชะตา เพราะมันมักเลวร้ายกว่าที่ควร เช่น ขับรถมาเป็นสิบปีไม่เคยชนอะไร แต่พอถูกขอร้องให้ถอยรถเพื่อน ออกจากซอยไม่ถึง 30 เมตร กลับชนเสาไฟฟ้าโครมใหญ่
เหตุการณ์เลวร้ายเกิดเหมือนสวรรค์แกล้งนี้เกิดบ่อยกับทุกคน จนมีผู้ตั้งเป็นกฎไว้ เรียกว่า "กฎของเมอร์ฟี่" ความว่า "ถ้ามันเคยผิดพลาด มันก็จะผิดซ้ำอีก"
นอกจากกฎของเมอร์ฟี่ ยังมีกฎอื่นๆ ที่มีผู้สังเกตพบมากมาย
สมควรรวบรวมไว้ดังนี้
1.กฎความเป็นไปได้
ขนมปังทาเนยที่พลัดตกพื้น จะเอาหน้าด้านที่มีเนยคว่ำลงเสมอ และโอกาสที่เนยตกเปื้อนพรม จะมีมากขึ้นเป็นสัดส่วนกับราคาของพรม
2.การดูดวง
หมอดูมักทายหลายเรื่องทั้งดีและเลว แต่เรื่องที่แม่นที่สุดคือเรื่องที่เลวที่สุด
3.กฎแห่งความแม่นยำ
หากขว้างก้อนหินสะเปะสะปะ มันจะพุ่งตรงเข้าหาวัตถุที่มีราคาแพงที่สุด
4.กฎของหาย
ของใช้ที่เราเห็นทุกวันจะหายต่อเมื่อเราต้องการใช้มัน
5.กฎของเมธี
เลขเด็ดที่เราไม่ซื้อ คือเลขที่จะออกงวดนั้น และหวยที่เราซื้อมักใกล้เคียงกับหวยที่ออก หากได้บวกลบคูณหารด้วยเลขอะไรสักตัว หรือกลับหน้ากลับหลัง แต่ถ้าเราซื้อเลขกลับ มันจะออกเลขตรง และถ้าเราซื้อทั้งสองแบบมันจะไม่ออกเลย
6.กฎแรงโน้มถ่วง
วัตถุ 2 ชิ้นน้ำหนักไม่เท่ากันจะตกถึงพื้นด้วยความเร็วขนาดที่ทำลายทรัพย์สินได้มากที่สุด เท่าๆกัน
7.ข้อพิจารณาในการเลือกซื้อหนังสือ
หนังสือปกสวย เนื้อในมักห่วย หนังสือปกขี้เหร่ เนื้อในห่วยกว่า
8.กฎห้ามพูด
คนไทยรู้จักกฎนี้ดี จนมีสุภาษิตว่า "เข้าป่าอย่าเรียกหาเสือ" กฎมีว่า ทันทีที่คุณพูดแสดงความคาดหวัง ถ้าหวังสิ่งเลวสิ่งเลวจะมาหา และถ้าหวังสิ่งดี สิ่งเลวก็จะมาหา
9.กฎของโฮว์ (Howe's Law)
มนุษย์ทุกคนมักจะทำอะไรไม่สำเร็จ
10.กฎของไซเมอร์กี้
ถ้าคุณรื้อชิ้นส่วนออกมาประกอบใหม่จะมีน็อตเหลือเสมอ
11.ข้อสังเกตของอีตัวร์
รถเลนข้างๆ มักเคลื่อนตัวดีกว่าเลนของเรา
12. กฎการแก้ปัญหา
ในปัญหาใหญ่ๆ ที่เป็นอุปสรรคให้เราแก้ มักมีปัญหาเล็กๆอยู่ภายในซึ่งพร้อมจะขยายตัว แทนที่ทันทีที่ปัญหาใหญ่ได้รับการแก้ไขลุล่วง
13. กฎทอง
คนมีทองคือคนออกกฎ
14.ธรรมชาติของมนุษย์
มนุษย์เรามีสองประเภท ประเภทแรก คือ คนที่ชอบแยกคนเป็นสองจำพวก ประเภทที่สอง คือ คนที่รังเกียจพวกแรก
15. กฎยิ่งน้อยยิ่งดีของซีกัล
คนที่มีนาฬิกาเรือนเดียว จะรู้เวลาแน่นอน คนที่มีนาฬิกาเพิ่มมาอีกเรือน จะไม่แน่ใจว่า เวลาใดถูกต้อง
16.กฎการใช้เวลาเหลื่อมล้ำ
การเริ่มต้นงานเป็นสิ่งยาก เพราะงาน 90 % แรก จะกินเวลาไปถึง 90% ของเวลาในโครงการ
ส่วนงาน 10% ที่เหลือจะกินเวลาอีก 90% ของเวลาในโครงการ
17.กฎของโอ'รีลลี
สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลกนี้ คือ การทำโต๊ะทำงานให้สะอาด
18. กฎของลีเบอร์แมน
นักการเมืองทุกคนโกหก แต่ไม่เป็นไรเพราะไม่มีใครฟังใคร
19.กฎน้ำพริกถ้วยเก่า
เสื้อผ้าตัวเก่งจะเก่าซอมซ่อทันทีที่เราได้ตัวใหม่
20.ข้อเท็จจริงขององค์กร
ในทุกหน่วยงานมักมีพนักงานคนหนึ่งและคนเดียว ที่มองเห็นปัญหาที่แท้จริงขององค์กร และคนๆ
นี้จะถูกไล่ออกเสมอ
21.กฎการโต้เถียง
คนที่พูดน้อยคือคนที่รู้มาก
22.กฎการทำงานเป็นทีม
เมื่องานยุ่งยาก ทุกคนผละหนี
23.กฎการมองโลก
มนุษย์ สามสิบคนในร้อยคน ชอบมองโลกในแง่ร้าย ที่เหลือมองร้ายกว่า